SCC ตั้งเป้ายอดขายปี 65 โต 10% จ่อลงทุนโครงการปิโตรฯ ครบวงจร LSP เฟส 2 ที่เวียดนาม

เศรษฐกิจ (ในประเทศ - ต่างประเทศ)

SCC ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายโตขึ้น 10% จากปีก่อนที่มียอดขาย 5.3 แสนล้านบาท มาจากการปรับขึ้นราคาสินค้าสะท้อนต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยบริษัทเร่งทรานส์ฟอร์มทุกธุรกิจรับ 3 เมกะเทรนด์ แย้มจ่อขยายการลงทุนโครงการปิโตรเคมีครบวงจร LSP เฟส 2 ที่เวียดนามหลังจากโครงการ LSP เฟส 1 แล้วเสร็จกลางปีหน้า

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) เปิดเผยว่า ในปี 2565 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีรายได้การขายรวม 530,112 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุน ทำให้บริษัทต้องปรับราคาสินค้าขึ้นสะท้อนต้นทุนราคาพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่ม ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าก็จะสูงขึ้นด้วยตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น

“ประเภทสินค้าที่จะปรับขึ้นราคานั้นไม่สามารถตอบได้ คงต้องขึ้นกับตลาดว่าจะยอมรับการปรับขึ้นราคามากน้อยแค่ไหน แม้ว่าต้นทุนสินค้าจะปรับขึ้นแล้วก็ตาม”

ทั้งนี้ บริษัทได้วางงบลงทุนในปีนี้ไว้ที่ 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 40% จะใช้ในโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP 1) ประเทศเวียดนาม โดยปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วราว 90% คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิต (COD) ได้ในช่วงครึ่งกลางปี 2566 ส่วนงบลงทุนที่เหลือจะใช้ในส่วนของ Organic และ Inorganic Growth ต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจที่มีการวางแผนไว้ โดยยังไม่มีแผนการลงทุนตั้งโรงงานในอินเดีย เพียงแต่มีการส่งสินค้าไปจำหน่าย

ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนโครงการ LSP เฟส 2 ซึ่งได้มีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับการขยายโครงการไว้แล้ว เพื่อสนองความต้องการบริโภคปิโตรเคมีในเวียดนามที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2565 จำเป็นที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังก้าวข้ามวิกฤตโควิด-18 โดยปีนี้ธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนทั้งพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการเงินก็เพิ่มขึ้นด้วย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนจะต้องรับมือ แม้ว่าความต้องการสินค้าจะเพิ่มขึ้นก็ตาม พร้อมทั้งสร้างวินัยทางการเงินเพื่อเตรียมรับอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้ทันท่วงที

ที่ผ่านมา SCC ได้เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถรักษาการเติบโตในปี 2564 เป็นที่น่าพอใจ โดยปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับ 3 เมกะเทรนด์ ได้แก่ ชู ESG ในการดำเนินธุรกิจ – ใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า – พัฒนานวัตกรรมโซลูชันรับเทรนด์การรักษ์สุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิต

การชู ESG (Environmental, Social and Governance) ในการดำเนินธุรกิจ ใช้ ESG 4 Plus
“มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ ภายใต้ความเป็นธรรม โปร่งใส” เป็นกรอบพัฒนาที่เป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจระดับโลกสอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs ของสหประชาชาติและ BCG Economy ของภาครัฐ ซึ่งบริษัทเตรียมเงินลงทุนเบื้องต้น 70,000 ล้านบาทภายในปี 2573 เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาธุรกิจคาร์บอนต่ำ ให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 (Net Zero 2050)

การใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้า รวมถึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุน ลดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น เทคโนโลยี Digital Twin ที่ช่วยประเมินผลเพื่อปรับรูปแบบการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ CPAC Green Solution ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารงานก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้บริหารการจัดจำหน่ายซึ่งมีเครือข่ายใหญ่ที่สุด อาทิ ‘Prompt Plus’ แพลตฟอร์มสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างสำหรับร้านค้ารายย่อยกว่า 9,000 ร้านค้าทั่วประเทศ

รวมถึงพัฒนาโซลูชันใหม่รับเทรนด์การรักษ์สุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น กลุ่มนวัตกรรมพลาสติกเพื่อการแพทย์ เช่น แคปซูลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ ถุงซักผ้าละลายน้ำ ลดความเสี่ยงติดเชื้อจากเสื้อผ้าผู้ป่วย Smart Building Solution นวัตกรรมบริหารระบบอาคาร เพื่อปรับคุณภาพอากาศและประหยัดพลังงานด้วยเทคโนโลยี IoT นวัตกรรมผนังสมาร์ทบอร์ด Ultra Clean Wall Solution ทำให้ห้องมีความสะอาด ปลอดเชื้อโรค ระบบไอออนกำจัดเชื้อโรคในอากาศ SCG Bi-Ionization Air Purifier และระบบหลังคา SCG Solar Roof Solutions ที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้าน ช่วยลดค่าไฟ เป็นต้น

 

นายรุ่งโรจน์กล่าวถึงผลประกอบการบริษัทปี 2564 ว่า บริษัทมีรายได้จากการขาย 530,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากปีก่อน สาเหตุจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ ส่วนใหญ่จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับปี 47,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมิคอลส์ ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Profit) เท่ากับ 48,979 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากปีก่อน

โดยบริษัทมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ปี 2564 อยู่ที่ 182,510 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของยอดขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ (New Products Development – NPD) คิดเป็นร้อยละ 15 และ Service Solution คิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดขายรวม ส่วนรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทยในปี 2564 อยู่ที่ 242,886 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากปีก่อน

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า คณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 ได้อนุมัติแผนการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ไม่เกินร้อยละ 25.2 ของทุนชำระแล้วของเอสซีจี เคมิคอลส์ โดยคาดว่าจะจัดสรรหุ้น IPO ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ (Pre-emptive Right) ไม่เกินร้อยละ 15 ของหุ้น IPO ทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อระดมทุนเดินหน้าขยายธุรกิจศักยภาพสูง สร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ตอบโจทย์ตลาดโลก

ในปี 2564 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 238,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 62 จากปีก่อน เนื่องจากราคาและปริมาณขายสินค้าสูงขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยมีกำไรสำหรับปี 28,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากปีก่อน

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/business